หอการค้าไทยแนะนำสมาชิกและ SMEs ทำแผนรับมือน้ำมันลด และตลาดหุ้นทั่วโลกตก

หอการค้าไทยแนะสมาชิกและ SMEs ทำแผนรับมือน้ำมันลด ตลาดหุ้นทั่วโลกตก 
หลังพบมีสินค้าที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ระบุต้องหาตลาดรองรับเพิ่ม กรณีผู้ซื้อในประเทศที่ขายน้ำมันซื้อได้น้อยลง 
เชื่อธุรกิจในประเทศได้รับผลดี เหตุต้นทุนน้ำมันลดลง และกำลังซื้อจะสูงขึ้นจากการที่คนมีรายได้เพิ่มขึ้น คาดปีหน้าเศรษฐกิจโต 4.5% แต่น่าห่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
       
       นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยได้แนะนำให้สมาชิก 
และธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ทั่วประเทศ เร่งจัดทำแผนรับมือและสร้างโอกาสในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลง 
หรือปรับลดมาอยู่ในระดับ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงผลกระทบจากการที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง 
เนื่องจากมีหลายธุรกิจที่จะได้รับผลกระทบ และมีบางธุรกิจที่จะได้รับผลดี แต่หากไม่มีแผนรับมือก็จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้
       
       สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยว อาหาร และการส่งออกสินค้าไปยังตลาดบางประเทศ 
เนื่องจากผู้บริโภคหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีรายได้จากน้ำมันและตลาดหุ้นจะมีกำลังซื้อลดน้อยลงอย่างมาก จากการที่ราคาปรับลดลง 
และการขาดทุนของมูลค่าหุ้น
       
       “ผู้ส่งออกต้องหาตลาดสำรองไว้ โดยกลุ่มที่ส่งไปยังประเทศตะวันออกกลาง ละตินอเมริกา และกลุ่มประเทศซีไอเอส เช่น อาร์เมเนีย 
อาเซอร์ไบจาน เบลารุส คาซัคสถาน คีร์กิสถาน มอลโดวา รัสเซีย เติร์กเมนิสถาน ยูเครน อุซเบกิสถาน และทาจิกิสถาน เป็นต้น ต้องหาตลาดใหม่ 
โดยเน้นกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นหลัก เพราะประเทศเพื่อนบ้านไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีหรือเฉลี่ยที่ 6%”
       
       ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตสินค้าขายในประเทศ เนื่องจากต้นทุนในการผลิตสินค้าและการขนส่งสินค้าปรับลดลงอย่างมาก 
ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสของธุรกิจ เพราะนอกจากสินค้าจะมีต้นทุนต่ำแล้ว ในปีหน้าหากราคาขายปลีกน้ำมันยังทรงตัวในระดับปัจจุบัน 
ก็จะทำให้ผู้ที่ใช้น้ำมันทั้งภาคธุรกิจและประชาชนสามารถประหยัดรายจ่ายได้ 146,500 ล้านบาทต่อปี 
จากกรณีที่ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดลงจากเดือน พ.ค. 2557 ประมาณลิตรละ 11 บาท และดีเซลลดลง 3 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยกระตุ้นภาคการบริโภคได้ในระดับหนึ่ง
       
       นายอิสระกล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 2557 
พบว่าในไตรมาสที่ 4 ยังคงมีทิศทางที่ชะลอตัวลง เป็นผลมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เช่น ราคาข้าว และยางพารา เป็นต้น 
ส่งผลให้การบริโภคยังคงมีสัญญาณของการชะลอตัวลง เช่นเดียวกับการลงทุนภาคเอกชน มีเพียงการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐเท่านั้นที่ยังคงเป็น
ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยคาดว่าในปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในระดับ 0-1%
       
       ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2558 คาดว่าจะมีแนวโน้มที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน หรือขยายตัวในระดับ 4.5% การส่งออกขยายตัว 4-5% 
เนื่องจากสมาชิกหอการค้าไทย เชื่อว่าการลงทุนภาครัฐบาลจะมีเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่ต่างๆ จำนวนมาก ประกอบกับนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 
รวมทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่มีโอกาสขยายตัวจากการฟื้นตัวขึ้นเศรษฐกิจ
       
       อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงคือ ภาคการเกษตร ที่ระดับราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน 
ยังคงมีราคาทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จากแนวโน้มความต้องการของโลกที่ชะลอตัวลง ประกอบกับผลผลิตของไทยมีจำนวนมากกว่าความต้องการ 

ที่มา ผู้จัดการ
http://goo.gl/6EHScJ

บริการที่แนะนำ