พิเชฐประกาศยุทธศาสตร์วท.พร้อมเป็นข้อต่อทุกหน่วยงาน

วันที่ 16 ธันวาคม นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.)เปิดเผยถึง แนวนโยบายการดำเนินงาน ตามโรดแมพ ของวท. เพื่อร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยกับรัฐบาล ว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถึงการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อนำไปสู่การผลิตและบริการที่ทันสมัย และแผนงานในปี 2558 ว่า วท. ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่สนับสนุนงานด้านดังกล่าว พร้อมที่จะเป็นข้อต่อให้ทุกกระทรวงเพื่อเป็นพลังร่วม ไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา จึงได้จัดทำ โรดแมพ สำหรับการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศโดย ใน 6 แผนงานหลักดังนี้คือ 

 

นายพิเชฐ กล่าวว่า แผนงานแรก คือ การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D CENTER) เพื่อ ยกระดับผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพแรงงานไทย สร้างโอกาสทางอาชีพให้กับบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ฯลฯ เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตที่อาศัยแรงงานราคาถูก มาเป็นฐานการผลิตที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

 

แผนงานที่ 2. จะให้การสนับสนุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (Mega-Projects) ประกอบด้วย การพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยีระบบราง    การสนับสนุนการจัดตั้งเมืองแห่งยาง( Rubber City) โดยวท. จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากำลังคน และเพิ่มมูลค่าผลผลิตของอุตสาหกรรมยางพารา การจัดตั้งเมืองนวัตกรรมด้านอาหาร   ฯลฯ อันนำไปสู่ความเป็นอิสระด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ การมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของคนไทย  การเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรไทย และ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ

 

แผนงานที่ 3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งวท. ให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ด้วย การบริการแบบเสร็จสรรพ(One-stop Service) ด้านการวัดและวิเคราะห์ มาตรฐานและคุณภาพ การบริการห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งเสริมสังคมสีเขียว เทคโนโลยีสีเขียว การลดกำแพงทางการค้า การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ไทย

 

แผนงานที่ 4. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ชุมชนทั่วประเทศ  ให้เข้าถึง วทน.ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานแข่งขัน ได้ การสร้างโอกาสให้ SMEs เข้าถึงกองทุนวิจัยและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาของภาครัฐ

 

แผนงานที่ 5. จะเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงมาก ขึ้น เช่น การจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ สนับสนุนให้เกิดพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หอดูดาว ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่หันมาสนใจวิทยาศาสตร์  การเพาะปลูกอัจฉริยะ (Smart Farming) โดยใช้ เทคโนโลยีและสารสนเทศในการควบคุมการเพาะปลูก   การสร้างสมาคมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อสนับสนุนข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ แก่ภาครัฐ การจัดตั้งสถาบันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม นำไปสู่การขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs เป็นต้น

 

สำหรับแผนสุดท้ายคือ แผนงานที่ 6 นั้น จะเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยผลักดันนวัตกรรมเป็นวาระแห่งชาติ ปรับโครงสร้างการกำกับดูแลและการบริหารจัดการด้าน วทน.ของประเทศ ผลักดันให้มีการจัดทำกรอบงบประมาณราย 5 ปี เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อใช้ วทน. ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรและบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่าและ ยั่งยืน  รวมถึงการยกระดับศูนย์วิจัยต่างๆ ทั่วประเทศ



ที่มา : มติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1418725909)

บริการที่แนะนำ